แฟนติดมือถือตอนอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่เปิดคุยได้ ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มจากบอกว่าเรารู้สึกอย่างไร แล้วชวนตกลงช่วงเวลาวางมือถือด้วยกัน แทนการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายไม่ใส่ใจ พฤติกรรมนี้มีชื่อเรียกว่าฟับบิ้ง (phubbing) และการสำรวจในสหรัฐปี 2562 พบว่าผู้ตอบที่มีคู่ราวครึ่งหนึ่งบอกว่าคู่ถูกมือถือดึงความสนใจตอนคุยกัน ข้อมูลที่มีไม่ได้แยกคู่ชายรักชาย และไม่มีวิธีไหนรับประกันว่าจะไม่ทะเลาะ

ภาพชายสองคนนั่งบนโซฟา คนหนึ่งดูมือถือ อีกคนชวนคุย พร้อมข้อความให้เริ่มจากบอกความรู้สึกและตกลงเวลาวางมือถือร่วมกัน

แฟนติดมือถือ มีชื่อเรียกว่าอะไร เจอกันบ่อยแค่ไหน

บทความของอาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าฟับบิ้งมาจากคำว่า phone กับ snubbing หมายถึงการหันความสนใจจากคนตรงหน้าไปที่มือถือ คนที่ทำมักไม่รู้ตัว ส่วนคนที่ถูกทำอาจรู้สึกเหงา หรือสงสัยว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน บทความนี้ใช้คำว่าติดมือถือตามที่คนพูดกัน ไม่ได้หมายถึงการวินิจฉัยว่าใครเสพติด

ศูนย์วิจัยพิวสำรวจผู้ใหญ่ในสหรัฐ 4,860 คนเมื่อเดือนตุลาคม 2562 พบว่าในกลุ่มผู้ตอบที่มีคู่ ร้อยละ 51 บอกว่าคู่ของตัวเองถูกมือถือดึงความสนใจบ่อยหรือเป็นบางครั้งตอนพยายามคุยด้วย และร้อยละ 40 รู้สึกรำคาญกับเวลาที่คู่ใช้ไปกับมือถืออย่างน้อยเป็นบางครั้ง ผู้ตอบที่มีคู่อายุ 30 ถึง 49 ปีบอกว่าคู่ถูกมือถือดึงความสนใจมากที่สุด คือร้อยละ 62 ส่วนอายุ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 41

การสำรวจนี้ทำในสหรัฐ มีผู้ตอบที่เป็นเลสเบียน เกย์ และไบเซ็กชวลรวมอยู่ด้วย แต่หน้ารายงานไม่ได้แยกตัวเลขเรื่องมือถือตามเพศวิถี จึงใช้ดูภาพรวมได้ ไม่ใช่ตัวเลขของคู่ชายรักชายในไทย

พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกเมิน

บทวิเคราะห์รวมงานวิจัยปี 2568 เล่าว่า Roberts และ David ซึ่งเก็บข้อมูลในสหรัฐ ทำแบบวัดเรื่องนี้ไว้เก้าข้อเมื่อปี 2559 เพื่อถามว่าคนรู้สึกว่าถูกคู่เมินเพราะมือถือบ่อยแค่ไหน ข้อหนึ่งที่บทวิเคราะห์ยกมาคือ คู่ของฉันเหลือบมองมือถือตอนคุยกับฉัน งานนี้มีข่าวประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์อยู่ในรายการอ้างอิง

บทความของอาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เขียนว่าระบบแจ้งเตือนของแอปโซเชียลถูกออกแบบมาให้เรียกความสนใจได้ง่าย และยิ่งคนเราติดการใช้มือถือหรือโซเชียลมาก ก็ยิ่งมีแนวโน้มทำแบบนี้มาก ผู้เขียนจึงเสนอให้มองเป็นนิสัยที่ทั้งคู่ช่วยกันปรับได้ ก่อนจะสรุปว่าอีกฝ่ายหมดรัก

บทความเดียวกันเล่าว่าในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ฝ่ายที่ถูกเมินอาจเริ่มจากความสงสัย และเมื่ออีกฝ่ายทำต่อเนื่องก็อาจบานปลายเป็นความหึงหรือความระแวง จนไม่พอใจในความสัมพันธ์ ผู้เขียนจึงแนะนำให้พูดกันตั้งแต่ยังเป็นแค่ความรำคาญ

Quicky

งานวิจัยพบอะไรระหว่างมือถือกับความพอใจในความสัมพันธ์

งานที่ยกมามีสามชิ้น บทวิเคราะห์รวมในแถวสุดท้ายนับงานในแถวที่สองไว้แล้ว สองแถวนี้จึงไม่ใช่หลักฐานที่แยกจากกัน

งานศึกษาเรื่องการถูกคู่เมินเพราะมือถือ ทำกับใครและพบอะไร
งานศึกษา ทำกับใคร สิ่งที่พบ ข้อจำกัด
ศูนย์วิจัยพิว สำรวจปี 2562 ผู้ใหญ่ในสหรัฐ 4,860 คน ร้อยละ 51 ของผู้ตอบที่มีคู่บอกว่าคู่ถูกมือถือดึงความสนใจตอนคุยกันบ่อยหรือเป็นบางครั้ง ถามมุมมองฝ่ายเดียว ไม่แยกเรื่องนี้ตามเพศวิถี
งานของ Roberts และ David ปี 2559 เล่าตามบทวิเคราะห์รวม ผู้ร่วมในสหรัฐสองกลุ่ม 308 และ 145 คน ผู้ร่วมเกือบครึ่งเคยถูกคู่เมินเพราะมือถือ ผู้ตอบหลักร้อยคน และบทความนี้ไม่ได้อ่านจากตัวงาน
บทวิเคราะห์รวมงานวิจัย ตีพิมพ์ปี 2568 52 งานศึกษา ผู้เข้าร่วมรวม 19,698 คน ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก การถูกคู่เมินเพราะมือถือสัมพันธ์กับความพอใจในความสัมพันธ์ที่ลดลง (30 กลุ่มตัวอย่าง) และกับความใกล้ชิดที่ลดลง ความขัดแย้งและความหึงที่มากขึ้น (ข้อละ 5 ถึง 7 กลุ่ม) งานส่วนใหญ่เก็บข้อมูลครั้งเดียว

ผู้เขียนบทวิเคราะห์รวมบอกเองว่า เมื่องานส่วนใหญ่เก็บข้อมูลแค่ครั้งเดียว จึงยังสรุปไม่ได้ว่ามือถือทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง หรือความสัมพันธ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วผลักให้คนหนีไปหาหน้าจอ และบทวิเคราะห์นี้ไม่ได้รายงานผลแยกสำหรับคู่เพศเดียวกัน

บทวิเคราะห์เดียวกันเล่าว่าคนที่กังวลเรื่องการถูกทิ้งสูง มีแนวโน้มไวเป็นพิเศษต่อสิ่งที่ดูเป็นภัยต่อความสัมพันธ์ อย่างการถูกเมินเพราะมือถือ ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าความรู้สึกของฝ่ายที่ถูกเมินไม่จริง

เริ่มพูดเรื่องมือถือกับแฟนด้วยประโยคแบบไหน

งานวิจัยยังบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ ผู้เขียนจึงเสนอให้เปิดเรื่องด้วยคำถามมากกว่าข้อสรุป ตามลำดับนี้ ซึ่งไม่ได้มาจากงานวิจัย

  1. เลือกจังหวะที่ทั้งคู่ไม่ได้ถือมือถือ และไม่ได้เพิ่งหงุดหงิดกันมา
  2. เล่าเหตุการณ์เดียวที่ชัด เช่น มื้อเย็นเมื่อวาน แล้วบอกความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่นิสัยของเขา
  3. ถามว่าช่วงนี้มีอะไรในมือถือที่ต้องตามอยู่ งาน ครอบครัว หรือแค่เหนื่อยจนอยากพักสมอง
  4. เสนอสิ่งที่อยากได้เป็นเรื่องเล็กที่ทำได้เลย เช่น ขอสิบนาทีแรกหลังกลับถึงบ้าน

สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นทางลัดคือการแอบเปิดมือถือของอีกฝ่าย การสำรวจของศูนย์วิจัยพิวพบว่าผู้ใหญ่ในสหรัฐเจ็ดในสิบมองว่าการเปิดดูมือถือของคู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ แทบไม่ควรทำหรือไม่ควรทำเลย ถ้าอยากอ่านเรื่องการคุยกันในชีวิตคู่ต่อ ดูได้ที่ Couple Goals เกย์ วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเติบโตไปด้วยกัน

ภาพคู่ผู้ชายพูดคุยกันโดยวางมือถือบนโต๊ะ พร้อมข้อตกลงเรื่องช่วงปลอดมือถือ กฎร่วมกัน ข้อยกเว้น และการทบทวนหลังลองสองสัปดาห์

Love2Test — จองตรวจฟรี

ตกลงเรื่องมือถือกันแบบไหนที่ทำได้จริง

บทความของอาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ยกตัวอย่างแนวทางลดพฤติกรรมนี้กับคนรอบข้างไว้ เช่น กำหนดช่วงเวลาที่ไม่ใช้มือถือ ใช้โหมดเงียบหรือโหมดไม่รบกวน ตั้งข้อตกลงร่วมกัน และเก็บมือถือเมื่ออยู่กับคนใกล้ตัว ข้อเสนอข้างล่างเป็นการปรับมาใช้กับชีวิตคู่โดยผู้เขียน

  • เลือกช่วงปลอดมือถือแค่หนึ่งหรือสองช่วงก่อน
  • ใช้กฎเดียวกันทั้งสองคน คนขอก็ต้องวางด้วย
  • ตกลงข้อยกเว้นไว้ล่วงหน้า เช่น งานที่ต้องรับสายด่วน และบอกกันก่อนหยิบ
  • กลับมาคุยกันอีกครั้งหลังลองไปสักสองสัปดาห์

ถ้าอีกฝ่ายอยากวางแต่วางไม่ลง อย่าเพิ่งตีความว่าไม่ใส่ใจ บทวิเคราะห์รวมปี 2568 พบว่าในบรรดาปัจจัยที่ดู สิ่งที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมนี้มากที่สุดคือการติดสื่อ และยังพบความเชื่อมโยงกับความเหงากับภาวะซึมเศร้า ผลแต่ละข้อมาจากงานสี่กลุ่มตัวอย่าง และเป็นภาพรวมของกลุ่ม ใช้ตัดสินไม่ได้ว่าแฟนของใครติดสื่อหรือซึมเศร้า ผู้เขียนเสนอให้ช่วยกันปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

ถ้ากำลังจะย้ายมาอยู่ด้วยกัน ใส่เรื่องมือถือไว้ในรายการที่ต้องคุยได้เลย ดูรายการอื่นที่ ย้ายมาอยู่ด้วยกันกับแฟนเกย์ ตกลงอะไรก่อนย้าย

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าแฟนบอกว่าเป็นงานด่วน ต้องตอบเดี๋ยวนี้ล่ะ

ชวนกันแยกงานด่วนออกจากการเปิดดูตามความเคยชิน แล้วตกลงกันว่างานแบบไหนเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเป็นต้องหยิบ ให้บอกกันสั้น ๆ ก่อนว่าขอเวลากี่นาที

เราเองก็ติดมือถือ จะเริ่มพูดเรื่องนี้ได้ไหม

ได้ และเปิดจากตัวเองได้ว่าอยากลดไปพร้อมกัน บทความของอาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เขียนว่าคนที่ทำมักไม่รู้ตัว ผู้เขียนจึงเสนอให้ข้อตกลงใช้กับทั้งสองคน

งานวิจัยพวกนี้ทำกับคู่เกย์หรือเปล่า

แหล่งที่ยกมาไม่ได้รายงานผลเรื่องนี้แยกสำหรับคู่เกย์ การสำรวจของศูนย์วิจัยพิวมีผู้ตอบที่เป็นเกย์รวมอยู่ แต่ไม่แยกตัวเลขเรื่องมือถือ ส่วนบทวิเคราะห์รวมปี 2568 ไม่ได้รายงานผลของคู่เพศเดียวกัน จึงใช้ได้เป็นภาพรวมเท่านั้น

มือถือทำให้รักจืดลงจริงไหม

บทวิเคราะห์รวมปี 2568 พบว่าสองเรื่องนี้มาคู่กัน แต่ผู้วิจัยบอกว่ายังสรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ บางคู่มือถืออาจเป็นแค่อาการของระยะห่างที่มีอยู่ก่อน ผู้เขียนจึงแนะนำให้ถามกันตรง ๆ แทนการเดา

ตกลงกันแล้วแต่กลับไปเหมือนเดิม ไปต่อทางไหน

ลองลดข้อตกลงเหลือช่วงเดียวที่ทำได้จริงก่อน ถ้าเรื่องมือถือโยงกับความห่างเหินหรือความไม่ไว้ใจที่ลึกกว่านั้น การคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์เป็นทางเลือกที่ใช้ได้

แชทน้องบั้ดดี้

สรุป

ในการสำรวจของสหรัฐปี 2562 ผู้ตอบที่มีคู่ราวครึ่งหนึ่งบอกว่าคู่ถูกมือถือดึงความสนใจตอนคุยกัน และบทวิเคราะห์รวมปี 2568 พบว่าการถูกคู่เมินเพราะมือถือมาคู่กับความพอใจในความสัมพันธ์ที่ลดลง แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นเหตุ และข้อมูลที่ยกมาไม่ได้แยกคู่ชายรักชาย เมื่อแฟนติดมือถือ ผู้เขียนจึงเสนอให้ถามกัน บอกความรู้สึกของตัวเอง และตกลงช่วงปลอดมือถือที่ทำได้จริงทั้งสองคน

ถ้าอยากอ่านเรื่องการประคองความสัมพันธ์ระยะยาวในมุมอื่นต่อ ดูได้ที่ คู่มือการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของ Quicky ซึ่งเป็นบริการในเครือเดียวกับเว็บนี้

แหล่งอ้างอิง